พลังของการทำความดีและความหว่งใย

พลังของการทำความดีและความหว่งใย

img_tsunamirelief_001.jpg

คุณเกรียงศักดิ์  ผมอยากให้คุณมานำการสัมนาของพนักงานในบริษัทผมในตอนเดือนมกราคมปีหน้าหน่อยครับ  มิสเตอร์  ไฮนซ์  ลันดาว  ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ  บริษัทเมอร์ค  จำกัด  (Heinz Landau Chairman & Managing Director – Merck Ltd.)  เกริ่นกับผม เขาพูดต่อ  ทุกปีในเดือนมกราคม  ผมจะพาพนักงานของเรากว่าหนึ่งร้อยห้าสิบคน  ไปประชุมสัมนาร่วมกันที่ต่างจังหวัด  เพื่อที่จะบอกทิศทาง  แผนงาน  กลยุทธ์ขององค์กร  เป็นกิจกรรมการสื่อสารภายในที่สำคัญวาระหนึ่งของบริษัทเรา  แล้วเราก็จะเชิญวิทยากรผู้มีความรู้มานำเสนอสาระให้กับพนักงานของเรา แล้วปีที่ผ่านมาทำอย่างไรครับ  ผมถามด้วยความอยากรู้ ปีที่ผ่านมาในวันที่  20-21  มกราคม  2549  เราไปที่เพชรบุรี  โดยมีตีม (Theme)  หลักในเรื่องของความห่วงใย  (Care)  ในแต่ละช่วงของการประชุมสัมนา  เราจะโยงเรื่องแคร์เข้าไปด้วย  เช่น  แคร์พนักงาน  แคร์ลูกค้า  แคร์ผู้ถือหุ้น  แคร์สังคม 

แต่ว่าปีนี้  เราเปลี่ยนชื่อแคร์เพื่อสังคม เป็นกิจกรรมการทำงานเป็นทีมสร้างฝัน  (Building a Dream Teambuilding)” ทำไมถึงใช้ชื่อนี้ละครับ ผมได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวเกี่ยวกับการทำความฝันของเด็กด้อยโอกาสให้เป็นความจริง ไฮนซ์  เป็นคนใฝ่รู้  เขาอ่านหนังสือมาก  หลายๆครั้ง  เขาก็นำความรู้ที่ได้มาแลกเปลี่ยนและแชร์กับผม 

เขาเล่าต่อ  ผมไม่ได้บอกแผนการทั้งหมดให้พนักงานของผมฟัง  ก่อนไปสัมนา  ผมส่งทีมงานไปสำรวจดูว่า  มีโรงเรียน  หรือโรงพยาบาลในเพชรบุรีที่ใดบ้าง  ที่เรามีโอกาสแสดงน้ำใจบริจาคของที่เด็กๆอยากได้ ทีมงานกลับมาพร้อมกับเสนอชื่อโรงเรียนเพชรบุรีปัญญานุกูล  ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับคนยากจนที่พิการ เมื่อได้ที่แล้ว  ผมจึงให้เลขาฯผมติดต่อไปที่โรงงานจำหน่ายจักรยานชั้นดีสำหรับเด็ก  โดยผมของซื้อจักรยานอย่างดี  แต่ยังไม่ต้องประกอบ  จำนวนสิบห้าชุด ทำไมละครับ 

ผมต้องการให้พนักงานของผมทำกิจกรรมกลุ่มสร้างสัมพันธ์ เมื่อถึงวันสัมนา  ผมแบ่งพนักงานออกเป็นสิบห้ากลุ่มๆละราวๆสิบคน  แต่ละกลุ่ม  ช่วยกันประกอบจักรยานเพื่อแข่งขันกัน กิจกรรมดำเนินไปด้วยความสนุกสนาน  ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเอง  และกระตือลือล้น  อย่างว่าแหละครับ  คนไทยถ้าผนวกความสนุกเข้าไปในกิจกรรมใดละก็เวิร์คครับ เมื่อทุกกลุ่มประกอบเสร็จ  ผมก็เรียกทั้งหมดมารวมกลุ่มใหญ่  ผมประกาศว่าจักรยานจะนำไปบริจาคให้เด็กก้อยโอกาส 

ทันใดนั้น  ประตูของห้องประชุมใหญ่ก็เปิดต้อนรับน้องๆจำนวนสิบห้าคน  ที่เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับผู้ช่วยพยุงเดินเข้ามา  เนื่องจากมีหลายคนที่พิการ พนักงานทุกคนแสดงความปิติยินดีมาก  หลายคนไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้  หยดน้ำใจแห่งความอิ่มเอิบจากการได้ช่วยเหลือผู้อื่น  หลั่งออกจากดวงตาของหลายๆคน  เมื่อทำพิธีมอบเสร็จ  พนักงานขายของบริษัทเราจำนวนมากก็กรูเข้าไปขันน๊อตและตรวจเช็คจักรยานด้วยความใส่ใจเป็นพิเศษ  เป็นการแสดงออกถึงความแคร์ในความปลอดภัย  ที่พนักงานของเรามีต่อน้องๆผู้ด้อยโอกาสเหล่านั้น ว้าว  เยี่ยมไปเลย  ผมประทับใจมากครับ ไฮนซ์ขยายความต่อด้วยความอินในเรื่อง  หลังจากนั้นผมก็กล่าวกับพนักงานของเราว่า กิจกกรมนี้เป็นหัวใจของงาน  เป็นกิจกรรมที่พนักงานของเราได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ทั้งแรงกายและแรงใจ  ช่วยเหลือสังคม  จะเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีสำหรับพวกเรา  ไม่ใช่แค่เป็นเพียงการบริจาคแบบพื้นๆเท่านั้นภารกิจ เมอร์ค ประเทศไทย คือ มุ่งมั่นในการนำเสนอบริการที่เหนือความคาดหมายของลูกค้า โดยนวัตกรรมที่สรรค์สร้างจากพนักงานที่เต็มเปี่ยมด้วยความสุขและความสามารถ พร้อมมอบการช่วยเหลือแก่สังคมไทยผมเสริม  กิจกกรมนี้ไม่ใช่แต่เพียงกิจกรรมที่บริษัททำเพื่อสังคมเท่านั้น  เป็นกิจกรรมที่ทำให้พนักงานมีส่วนร่วมในการทำงานอาสาสมัครเพื่อสังคมอีกด้วย  ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับพนักงานผมอ่านมาจากหนังสือ  The Healing Power of Doing Good by Allan Luks and Peggy Payne  ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับผลกระทบด้านบวกในการสร้างพลังเยียวยาของคนี่ทำกิจกรรมอาสาสมัครช่วยเหลือคนอื่นๆผู้เขียนได้อ้างถึงหนังสือชื่อ  Healthy Pleasures by David Sobel and Robert Ornstein  ซึ่งยกงานวิจัยของอาสาสมัครในมหาวิทยาลัยเพ็นซิลวาเนีย  จากงานวิจัยพบว่า  อาสาสมัครที่ทำงานช่วยเหลือผู้อื่นโดยการลงมือไปช่วยด้วยตนเอง  และมีโอกาสพบกับผู้ได้รับการช่วยเหลือ  จะเกิดประโยชน์ต่อตนเองมากกว่าอาสาสมัครที่ช่วยเหลืองานธุรการในสำนักงาน  ผู้เขียนได้กล่าวว่า  ความประหลาดใจที่ยิ่งใหญ่ของวิวัฒนาการของมนุษย์ก็คือ  ความเห็นแก่ตัวที่ประเสริฐที่สุด  คือการให้ความช่วยเหลือผู้อื่นนั่นเองน่าสนใจมากครับ  มีข้อมูลอะไรอีกหรือครับในหนังสือเล่มนี้  ไฮนซ์ผู้ใฝ่รู้ถามด้วยความกระตือลือล้นมีเยอะครับ  ที่ผมชอบก็คือเรื่องการสร้างภูมิคุ้มกันจากการดูวีดีโอแม่ชีเทเรซ่าในปีค..  1986  David McClelland  อาจารย์จิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในตอนนั้น  และเพื่อนๆของเขา  ได้ทำการทดลองนักศึกษาจากฮาร์วาร์ดจำนวน  132  คน  โดยให้ดูวีดีโอของแม่ชีเทเรซ่าผู้ได้รางวัลโนเบล  โดยวีดีโอจำนวนห้าสิบนาที  แสดงให้เห็นภาระกิจที่ยิ่งใหญ่ของแม่ชีที่ช่วยคนที่ทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วย  และอยู่ในขั้นสุดท้าย  ที่เมืองกัลกัตตาหลังจากชมภาพยนตร์จบ  ได้มีการตวรจสอบระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายของนักศึกษาโดยทดสอบจากน้ำลายของเขา  พบว่าภูมิคุ้มกัน  Immunoglobulin A  ซึ่งมีผลป้องกันไวรัสจากหวัด  ของนักศึกษาทุกคนเพิ่มปริมาณที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  ไม่ว่านักศึกษาท่านนั้นจะชื่นชมแม่ชีหรือไม่ก็ตามAllan and Peggy  ยังได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับความถี่ในการทำงานอาสาสมัคร  เขาพบว่ายิ่งอาสาสมัครทำงานอาสาสมัครถี่มากเท่าใด  ก็จะมีผลดีทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้นเป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กันเขาพบว่าอาสาสมัครที่ทำงานอาสาสมัครสัปดาห์ละครั้ง  มีโอกาสที่จะมีสุขภาพดีกว่าสิบเท่า  ของอาสาสมัครที่ทำงานอาสาสมัครเพียงปีละครั้งรายงานบอกว่าผลดีที่มีนั้น  มีผลต่อสุขภาพ  ไล่ไปตั้งแต่  ความเจ็บปวดจากความทุกข์ทรมานลดลง  ไปจนกระทั่งเป็นหวัดน้อยลง  ขึ้นอยู่กับความถี่ในการช่วยเหลือคนอื่นๆ

2 ความเห็น

  1. รูปน่ารักดีครับ ชอบ

  2. ดีจังค่ะ ทำอะไรให้คนอื่นโดยไม่หวังอะไรมันทำให้เรารู้สึกดีได้นะคะ รูปน่ารักจังค่ะ


Comments RSS TrackBack Identifier URI

ใส่ความเห็น